9 ปัจจัยเสี่ยง ที่ทำให้เกิดมะเร็งมดลูก โรคร้ายที่ผู้หญิงทุกคนควรระวัง

9 ปัจจัยเสี่ยง ที่ทำให้เกิดมะเร็งมดลูก โรคร้ายที่ผู้หญิงทุกคนควรระวัง

แชร์เรื่องนี้

มะเร็งมดลูก เป็นมะเร็งที่อันตรายไม่แพ้มะเร็งปากมดลูก หรือมะเร็งเต้านม เป็นอีกหนึ่งโรคที่ควรระวังและเตรียมตัวเอาไว้ก่อน เพราะสามารถเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงทุกคน

มะเร็งมดลูก คืออะไร

มะเร็งมดลูก เป็นโรคที่เกิดกับอวัยวะสืบพันธุ์ของเพศหญิง ซึ่งเซลล์ภายในมีความผิดปรกติ ทำให้กลายเป็นเนื้อร้ายหรือเซลล์มะเร็งในที่สุด จากนั้นเซลล์ที่ผิดปรกติเหล่านั้นก็จะมีการแบ่งตัว มีการเจริญเติบโต และกระจายตัวไปยังส่วนอื่นๆ ที่ใกล้เคียง รวมไปถึงอวัยวะส่วนอื่นด้วย เมื่อมดลูกเกิดความผิดปรกติใดๆ ขึ้นมา สิ่งที่ตามมาก็คือจะมีเนื้องอกเกิดขึ้นที่บริเวณนั้น ความจริงมะเร็งมดลูกเกิดจากความผิดปรกติของเซลล์ในเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งทั้งสองโรคนี้คือโรคเดียวกันนั่นเอง

อาการของผู้ป่วยมะเร็งมดลูก

อาการของผู้ป่วยมะเร็งมดลูก
อาการของผู้ป่วย

เมื่อผู้ป่วยเป็นมะเร็งมดลูก จะมีอาการแสดงออกมาให้เห็นได้ค่อนข้างชัดเจน ซึ่งอาการที่จะพบได้บ่อยก็คือ

  • ปวดบริเวณท้องน้อย เนื่องจากมดลูกไปกดทับเส้นประสาท
  • มีเลือดออกทางช่องคลอด เป็นอาการที่พบได้ในผู้ป่วยมะเร็งมดลูกเกือบทุกราย แม้ในผู้หญิงที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือนไปแล้ว
  • มีอาการเจ็บหลังจากที่มีเพศสัมพันธ์
  • เบื่ออาหาร มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนบ่อยๆ
  • มีก้อนที่บริเวณท้องน้อย สามารถคลำได้ด้วยมือเปล่า
  • เหนื่อย หอบง่าย มีอาการปวดตามกระดูกส่วนต่างๆ
  • มีความผิดปรกติของรอบเดือน คือประจำเดือนมาคลาดเคลื่อนไปจากเดิม

ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งมดลูก

มะเร็งมดลูก ยังสามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดลงไปได้ว่า เกิดจากสาเหตุใดกันแน่ แต่สามารถระบุได้ว่า ปัจจัยเสี่ยงใดบ้าง ที่ทำให้เกิดมะเร็งมดลูก มีอะไรบ้าง

1.ความผิดปรกติของโพรงมดลูก เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่

ความผิดปรกติของโพรงมดลูก
ความผิดปรกติของโพรงมดลูก

2.การส่งต่อทางพันธุกรรม หากคนในครอบครัวเคยเป็นมะเร็งมดลูก ก็สามารถส่งต่อมายังรุ่นลูกหรือรุ่นหลานได้

การส่งต่อทางพันธุกรรม
การส่งต่อทางพันธุกรรม

3.มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน หรือคนที่อ้วนเกินไป จะมีความเสี่ยงเกิดโรคได้มากกว่าคนที่หุ่นปรกติ

มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน
มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน

4.ผู้หญิงที่อยู่ในวัยทอง หรืออายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป มีความเสี่ยงมากกว่าคนที่อายุยังน้อย และผู้ป่วยมะเร็งมดลูกมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นผู้หญิงที่สูงอายุ

ผู้หญิงที่อยู่ในวัยทอง
ผู้หญิงที่อยู่ในวัยทอง

5.ประจำเดือนมาเร็วกว่าคนปรกติ เช่น เด็กที่มีอายุตั้งแต่อายุน้อยกว่า 12 ปี จะมีความเสี่ยงสูง

ประจำเดือนมาเร็วกว่าคนปรกติ
ประจำเดือนมาเร็วกว่าคนปรกติ

6.ผู้หญิงที่ไม่เคยมีบุตรมาก่อน

ผู้หญิงที่ไม่เคยมีบุตรมาก่อน
ผู้หญิงที่ไม่เคยมีบุตรมาก่อน

7.ผู้หญิงที่ประจำเดือนหมดช้ากว่าปกติ เช่น หมดประจำเดือนหลังจากอายุ 56 ปีไปแล้ว จะเสี่ยงกว่าคนที่ประจำเดือนหมดเร็ว

ผู้หญิงที่ประจำเดือนหมดช้ากว่าปกติ
ผู้หญิงที่ประจำเดือนหมดช้ากว่าปกติ

8.มีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน

มีโรคประจำตัว
มีโรคประจำตัว

9.กินอาหารที่มีไขมันสูงเป็นประจำ

กินอาหารที่มีไขมันสูงเป็นประจำ
กินอาหารที่มีไขมันสูงเป็นประจำ

ระยะของมะเร็งมดลูก

มะเร็งมดลูก แบ่งออกได้ทั้งหมด 4 ระยะ ตามความรุนแรงของโรค ดังนี้คือ

  • ระยะที่ 1 เป็นระยะที่มะเร็งยังฝังอยู่ในมดลูก ยังไม่ได้มีการกระจายออกไปยังบริเวณอื่น
  • ระยะที่ 2 เป็นระยะที่เซลล์มะเร็งมีการกระจายตัวเข้าไปยังปากมดลูก
  • ระยะที่ 3 เป็นระยะที่เซลล์มะเร็งลุกลามไปถึงเยื่อหุ้มมดลูก ถึงช่องคลอด ถึงต่อมน้ำเหลืองอุ้งเชิงกราน และเยื่อบริเวณอุ้งเชิงกราน
  • ระยะที่ 4 เป็นระยะที่มีมะเร็งลุกลามไปยังอวัยวะส่วนอื่นๆ เช่น กระเพาะปัสสาวะ ต่อมน้ำเหลือง ลำไส้ และกระจายเข้าไปยังเส้นเลือดส่วนต่างๆ ในร่างกาย และยังสามารถลุกลามไปถึงปอด ตับ ได้ด้วย
วิธีการรักษามะเร็งมดลูก

ปัจจุบันการรักษามะเร็งมดลูก มีความทันสมัยมากขึ้น และผู้ป่วยมีโอกาสที่จะหายขาดได้ วิธีการรักษาที่ใช้ได้แก่

  • การผ่าตัด
การผ่าตัด
การผ่าตัด

เป็นการผ่าตัดเพื่อนำก้อนมะเร็งออกจากมดลูก บางรายอาจจำเป็นต้องนำท่อนำไข่ หรือรังไข่ออก เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งกระจายตัวหรือลุกลามไปยังส่วนอื่นๆ ส่วนใหญ่แล้วจะใช้วิธีการรักษาวิธีนี้ กับผู้ป่วยมะเร็งมดลูกในระยะเริ่มต้น หรือระยะที่ 1

  • การฉายรังสี
การฉายรังสี
การฉายรังสี

เป็นการฉายรังสีเข้าไปยังก้อนมะเร็งในมดลูก เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งเหล่านั้นไม่ให้กระจายไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย หากผู้ป่วยไม่สามารถรักษาด้วยการผ่าตัด แพทย์ก็จะใช้วิธีการฉายรังสีในการรักษาแทน หรือบางรายต้องใช้ควบคู่ทั้งสองวิธี เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการรักษาที่ดียิ่งขึ้น

  • การใช้เคมีบำบัด
เคมีบำบัด
เคมีบำบัด

ผู้ป่วยที่มะเร็งกระจายไปยังส่วนต่างๆ แล้ว แพทย์จะเลือกใช้ด้วยวิธีการรักษาด้วยเคมีบำบัด เพื่อเป็นการระงับไม่ให้เซลล์มะเร็งมีการลุกลาม เพราะส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยที่อยู่ในระยะนี้ ไม่สามารถรักษาด้วยการผ่าตัดหรือการฉายรังสีได้

  • การใช้ฮอร์โมนบำบัด
การใช้ฮอร์โมนบำบัด
การใช้ฮอร์โมนบำบัด

ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งมดลูกในระยะสุดท้าย ซึ่งยากต่อการรักษา แพทย์จะเลือกใช้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน จ่ายให้กับผู้ป่วย เพื่อป้องกันไม่ให้ลุกลามหรือชะลอการลุกลาม

ป้องกันมะเร็งมดลูก อย่างไร

วิธีที่จะทำให้ห่างไกลจากมะเร็งมดลูกได้นั้น คือการหาทางป้องกันเอาไว้ก่อน ซึ่งก็คือการเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง มีพฤติกรรมใดบ้างที่ควรเปลี่ยน

  • ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินมาตรฐาน เพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น ความเสี่ยงที่เกิดมะเร็งมดลูกก็สูงขึ้นตามไปด้วย
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายและอวัยวะในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • หลีกเลี่ยงการใช้ฮอร์โมนโดยพลการ
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นผัก ผลไม้ ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายมีภูมิต้านทาน
  • ตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อจะได้รู้การเปลี่ยนแปลงของร่างกายตัวเอง ว่ามีอะไรผิดปรกติหรือไม่
  • หมั่นตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เช่น ประจำเดือนมาผิดปรกติหรือไม่ มีเลือดออกหรือไม่ หรือมีอาการที่น่าสงสัยอย่างอื่น หากมีอาการผิดปรกติใดๆ ควรเข้าพบแพทย์ทันที เพื่อทำการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ

วิธีการตรวจวินิจฉัยมะเร็งมดลูก

เนื่องจากมะเร็งมดลูก ไม่สามารถตรวจจากภายนอกได้ แพทย์ต้องทำการตรวจอย่างละเอียด ถึงจะวินิจฉัยโรคได้ ได้แก่

  • การซักประวัติผู้ป่วย เพื่อสอบถามข้อมูลเบื้องต้นว่าคนในครอบครัวเคยเป็นโรคนี้หรือไม่
  • การตรวจอัลตราซาวนด์ เป็นการใช้เครื่องมือในการตรวจสอบความผิดปรกติของเยื่อโพรงมดลูก โดยจะเก็บภาพภายในมดลูก แล้วนำมาวินิจฉัยโรคต่อไป
  • การตรวจโดยการตัดชิ้นเนื้อ แพทย์จะตัดตัวอย่างชิ้นเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูก แล้วนำไปตรวจอย่างละเอียดในห้องปฏิบัติการ เพื่อดูความผิดปรกติของชิ้นเนื้อ เป็นวิธีการตรวจที่แม่นยำ และบอกถึงความรุนแรงของโรคได้ด้วย รวมถึงความเร็วในการลุกลามของเชื้อมะเร็ง
  • การส่องกล้อง เป็นการใช้กล้องขนาดเล็กสอดเข้าไปในช่องคลอด เพื่อดูความผิดปรกติของเยื่อโพรงมดลูก
  • การขูดมดลูก เป็นการขูดเยื่อในโพรงมดลูกออกมาตรวจหาความผิดปรกติ เช่น ดูความรุนแรงของมะเร็ง เพื่อประเมินแนวทางในการรักษาต่อไป
  • การตรวจเลือด เป็นการตรวจเพื่อหาความผิดปกติในเม็ดเลือด เป็นวิธีตรวจโดยอ้อม ความแม่นยำของวิธีนี้จะน้อยกว่าการตรวจด้วยการตรวจชิ้นเนื้อ หรือการขูดมดลูก

สรุปเกี่ยวกับมะเร็งมดลูก

มะเร็งมดลูก เป็นโรคที่จะประมาทไม่ได้ ยิ่งเตรียมความพร้อมและหาทางป้องกันได้ดีเท่าไหร่ ก็จะทำให้เราห่างไกลจากโรคนี้ได้มากขึ้นเท่านั้น หากมีความผิดปรกติใดๆ เกิดขึ้นที่น่าสงสัย ควรรีบพบแพทย์ในทันทีจะดีที่สุด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับมะเร็งมดลูก

มะเร็งมดลูก สามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่?

สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากผู้ป่วยอยู่ในระยะที่ 1 และรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการผ่าตัด ซึ่งผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดแล้ว มีโอกาสที่จะหายขาดได้มากถึง 90 เปอร์เซ็นต์

ควรพบแพทย์เพื่อตรวจมะเร็งมดลูกตอนไหน?

หากมีอาการผิดปรกติใดๆ เกิดขึ้นกับร่างกายของเรา เช่น  อาการเตือนของโรคที่ได้กล่าวไปข้างต้น หากพบอาการเหล่านี้ ต้องรีบตรวจกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที เพื่อจะได้ทราบข้อมูลอย่างละเอียด พร้อมทั้งหาทางป้องกัน หรือรักษาทันที ยิ่งปล่อยเอาไว้นานเท่าไหร่ ความเสี่ยงของโรคก็ยิ่งอันตรายมากขึ้นเท่านั้น แต่ถ้ารีบทำการรักษา ก็มีทางที่จะหายขาดได้ทันที

ผู้ป่วยมะเร็งมดลูกควรดูแลตัวเองอย่างไร?

ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งมดลูก ควรดูแลตามที่แพทย์สั่งอย่างใกล้ชิด และที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ให้หมด เช่น ควบคุมน้ำหนักของตัวเองไม่ให้เกินมาตรฐาน เปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหาร โดยเน้นอาหารที่มีประโยชน์เป็นหลัก หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันจัด อาหารที่มีรสจัด หมั่นออกกำลังกายตามความเหมาะสม เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะของร่างกาย และสุดท้ายก็คือการทำจิตใจให้แจ่มใสอยู่ทุกๆ วัน เพราะผู้ป่วยจะมีอาการที่แย่ลงจากการป่วย หากหลีกเลี่ยงความเครียดได้ อาการก็จะทุเลาเป็นไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ


แชร์เรื่องนี้